มาแล้วครับ รีวิวลำโพงพกพาน้องเล็กสุด Stockwell จากค่าย Marshall ครับผม หลังจากที่รุ่นพี่อย่าง Acton, Stanmore, 
Woburn และ Kilburn วาดลวดลาย ทำยอดขายดีจนน่าตกใจ ด้วยดีไซน์สวยงาม Vintage สุดๆ แถมฟังก์ชั่น และเสียงยังโดนใจ 
ทำให้เป็นลำโพงที่หลายๆท่านจับตามองเป็นพิเศษ ซึ่งรุ่นล่าสุดที่ออกมาก็คือ Stockwell ที่ผมจะมารีวิวกันให้อ่านนี่แหละจ้าา

 

 ลำโพง Marshall Stockwell นั้นเป็นลำโพงพกพา ขนาดเล็กสุดที่ Marshall เคยทำมาครับ ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการพกพาง่าย 
ใช้งานสะดวก และแบตใช้ได้นาน ซึ่งปัจจุบันลำโพงพกพาไซส์นี้ กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะความดังเพียงพอ ในการใช้งาน 
และยังสามารถติดกระเป๋าไปไหนมาไหนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

มาเริ่มแกะกล่องกันเลยดีกว่าครับ ตัวลำโพงนั้นบรรจุอยู่ในกล่องรูปแบบมาตรฐาน เหมือนกับรุ่นอื่นๆของค่ายนี้ 
ให้สังเกตที่กล่องครับ จะมีเขียนว่า "Stockwell with Flip Cover" ซึ่งหมายถึงลำโพงพร้อมฝาปิดแบบพับได้ 
โดยปกติที่ขายเมืองนอกจะมี 2 option คือ ลำโพงอย่างเดียวกับ ลำโพงพร้อม Flip Cover แต่ที่ไทยนำเข้ามาจะเป็น 
เวอร์ชั่นพร้อมฝาปิดแบบหนังอย่างเดียวครับ เพราะตัว Stockwell ผมคิดว่าทุกคนคงอยากได้ Flip Cover ทุกคนแหละ

 

เปิดกล่องมาเจอ EST. 1962 ขู่ก่อนเลยครับ โชว์ความเก๋าว่าแบรนด์ Marshall นั้นเก่าแก่มากถึง 54 ปีมาแล้ว 
เรื่องคุณภาพเสียงหายห่วง เพราะเก๋าสะขนาดนี้ รับรองว่าไม่ทำให้แฟนๆผิดหวังแน่ๆ

 

และเปิดต่อเข้ามาก็จะเจอกับคู่มือที่มีครบๆทุกภาษา ยกเว้นภาษาไทย 555 
ซึ่งน้อยคนมากที่จะเปิดอ่านคู่มือก่อนใช้งานลำโพงครับ ส่วนใหญ่แกะกล่องแล้ว ก็เปิดลำโพงเล่นก่อนเลย 
แต่เป็นเรื่องไม่แปลกครับ เพราะปกติผมก็เป็น จะเปิดอีกทีเวลาใช้งานฟังก์ชั่นยากๆ หรือเครื่องมีปัญหาเท่านั้นแหละ :P

 

ออกมาแฟ้ววว ตัวลำโพง Marshall Stockwell ในเคสหนังสีดำ ดูแล้วทั้งดุดัน และสวยงาม Vintage มากๆครับ 
เอาเป็นว่าแค่เปิดกล่องมา ยังไม่ได้ฟังเสียงก็หลงรักเลย แบบนี้รึป่าวครับที่เค้าเรียกว่ารักแรกพบ 5555

 

ด้านหน้าของตัวเคสหนังสีดำนั้น จะมี Logo Marshall แบบโลหะปั๊มสีทองงามๆมาให้ด้วยครับ 
โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าสีดำกับสีทองนั้นเป็นสีที่เข้ากัน และสงเสริมกันได้ดีมาก ทำให้ดู Luxury และ Vintage ในตัว

 

และที่ด้านในของเคสหนังนั้น จะบุด้วยผ้ากำมะหยี่แบบนุ่มนวล สีแดงอมเลือดหมูนิดๆตัดกับสีดำ 
และทองของตัวลำโพงได้อย่างดี และเวลาใช้งาน ตัวกำมะหยี่นุ่มๆนั้นก็จะไม่ทำให้ตัวลำโพงเป็นริ้วรอย 
เวลาใช้งานด้วยครับ ได้ทั้งความสวยงาม และการใช้งานได้ดีด้วยจ้าาา

 

ในการใช้งาน Cover ของคู่มือนั้น บอกว่าสามารถใช้งานได้สองแบบ คือแบบแรกตามที่เห็นในรูปครับ 
พับติดหลังไปเลย ผมเกือบลืมบอกไป ในตัวเคสนั้นมีการฝังแม่เหล็กอ่อนๆมาให้ด้วยครับ เวลาพับลักษณะนี้ 
หรือเวลาปิดหน้าเก็บลำโพง ตัว Cover จะไม่อ้าออกมา ทำให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นครับ

 

ตัวเคสนั้นสามารถถอดออกได้ครับ โดยจะมีเขี้ยวล็อคกับลำโพงอยู่ที่ด้านหลัง ลักษณะเหมือนขอเกี่ยว 
ถอดเข้าออกได้ง่าย แค่ดันเคสลงแล้วงัดออกนิดๆ ก็หลุดออกมาแล้วครับผม

 

ตัวเคสนั้นสามารถถอดออกได้ครับ โดยจะมีเขี้ยวล็อคกับลำโพงอยู่ที่ด้านหลัง ลักษณะเหมือนขอเกี่ยว 
ถอดเข้าออกได้ง่าย แค่ดันเคสลงแล้วงัดออกนิดๆ ก็หลุดออกมาแล้วครับผม

 

มาเริ่มดูที่ตัวลำโพงกันเลยดีกว่าครับ ขนาดของตัวลำโพงนั้นไซส์กำลังดี ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป 260mm. x 140mm. x 40 mm. 
น้ำหนักก่อนขึ้นชกอยู่ที่ 1.20 kg ครับ ถ้าเทียบกับลำโพงอื่นๆ ไซส์ของมันจะใหญ่พอๆกับ BeoPlay A2 ครับ ที่ใหญ่อันเนื่องจากไดร์เวอร์ 
ที่มีขนาดใหญ่ และแบตเตอรี่อึดๆที่ฝังอยู่ด้านในจ้าาา

 

ที่ด้านบนของตัวลำโพง ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของค่าย Marshall เลยก็ว่าได้ครับ เป็น Panel สีทอง ทั้งปุ่มและลูกบิดต่างๆ 
แถมเป็นลำโพง Bluetooth ค่ายเดียวที่สามารถปรับเสียงทุ้ม เสียงแหลม ชดเชยให้เสียงออกมาได้ตามความชอบใจ 
เป็นส่วนหนึ่งให้ลำโพงค่ายนี้ถูกใจผู้ใช้งานหลายๆท่านครับ
 
 
 
 ที่ด้านหลังของตัวลำโพง Stockwell ก็ออกแบบมาเรียบๆครับ แต่มีการทำลายพลาสติกให้คล้ายๆหนัง 
และมีป้ายบอกรายละเอียดของตัวลำโพงอยู่ตรงกลาง และรูสำหรับใส Cover อยู่ที่ด้านข้างทั้งสองข้างครับผม
 
 
 
และเจ้าลำโพงตัวนี้ ยังมีช่อง USB ใช้สำหรับชาร์ตมือถือได้ด้วยครับ ซึ่งสามารถชาร์ตได้ด้วยกระแสสูงสุด 1A 
สามารถใช้ชาร์ตมือถือต่างๆได้อย่างสบายๆ และชาร์ตได้หลายครั้งด้วยเพราะแบตของ Stockwell มีขนาดใหญ่

 

ส่วนรูสำหรับชาร์ตจะอยู่มี่ด้านข้างครับ ซึ่งเป็นรูแบบ 5mm. มาตรฐาน ต้องการแรงดันไฟขนาด 15V แบบแกนในบวกครับ 
ซึงหลายๆคนถามว่าทำไมไม่ออกแบบให้ชาร์ตด้วย USB ได้ ตรงนี้ผมบอกได้ครับ เพราะว่าวงจรแอมป์ของตัวนี้ใช้ไฟสูง 
เพื่อให้ได้กำลังขับมาก และการใช้ Adaptor ชาร์ต ยังช่วยให้ใช้ระยะเวลาในการชาร์ตน้อยกว่าด้วยจ้าา ^^

 

อันนี้เป็น Adaptor ที่แถมชาร์ตที่แถมมาให้ในชุดครับ ที่ตัว Charger ระบุไว้ 15V 1.8A ซึ่งจากที่ลองใช้เวลาชาร์ต 5-7 ชม. 
และใช้งานฟังได้ต่อเนื่องนานถึง 25 ชม. ที่ความดังเสียงประมาณ 30-40% ครับผม ถือว่าเป็นลำโพงพกพาที่แบตอึดใช้ได้เลยล่ะ 
แต่ตัวเวอร์ชั่นขายจริง อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของหน้าตา Adaptor บ้างนะครับ

 

 

ด้านล่างของตัวลำโพงเป็นชิ้นยางกันลื่น สำหรับวางลำโพงครับ ในกรณีที่วางลำโพงแนวตั้ง 
จะช่วยให้ตัวลำโพงไม่ล้มง่ายๆ และเวลาเปิดดังลำโพงจะได้ไม่ขยับตัวเพราะแรงสั่นสะเทือนจ้าา ^^

 

ส่วนตะแกรงด้านหน้าลำโพงเป็นแผ่นโลหะสีดำแบบบางเฉียบ และมีการบุด้านในด้วยฟองน้ำบางๆอีกชั้น 
เพื่อช่วยจูนเสียงและป้องกันฝุ่นกับ เศษผงอื่นๆ เข้าไปทางด้านหน้า ให้ผุ่นเกาะลำโพงครับผม

 

มาดูที่ปุ่มปรับต่างๆ และช่องต่อของ Stockwell กันต่อเลยครับ ตัว Volume และตัวปรับทุ้มแหลมของลำโพงนั้นเป็นแบบหมุน 
และสามารถกดลงไปตรงๆเพื่อเก็บปุ่มได้ เวลาปรับเสียง และแต่งเสียงเรียบร้อย สามารถกดเก็บลงไป ไม่ให้ใครมาหมุนเล่น 
และในกรณีที่จะเก็บลำโพงเข้า Cover case จำเป็นต้องกดปุ่มเหล่านี้เก็ยด้วยครับ ไม่งั้นปุ่มมันจะยื่นสูงขึ้นมาดันเคสจ้าา

 

ส่วนลูกบิดสามอันนี้ก็คือ Volume(ปรับความดัง), Bass (เสียงต่ำ) Treble (เสียงแหลม) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ครับ 
ลำโพง Bluetooth ของ Marshall ทุกตัว จะเรียงปุ่มในลักษณะนี้ การปรับเสียงชดเชยทุ้มแหลมได้ 
ถือเป็นจุดแข็งของค่ายนี้ เพราะว่าการฟังเพลงแต่ละแนว อาจจะต้องการเสียงที่ออกมาต่างกัน การปรับเสียงได้แบบนี้ 
จะช่วยให้ลำโพงตัวนี้ยืดหยุ่นกับทุกแนวเพลงจ้าา

 

มาที่ปุ่มกดทางด้านขวาของตัวเครื่องครับ จะมีอยู่ 3 ปุ่มคือ 
- ON/OFF ใช้กดเปิดปิดเครื่อง โดยต้องกดแช่ไว้ประมาณ 2 วินาที ในการเปิด-ปิดครับ มี LED สีแดงบอกสถานะ 
- Pair ใช้สำหรับกดเพื่อล้างการจับคู่ Bluetooth ในกรณีที่จับคู่ค้างไว้กับเครื่องอื่น เราสามารถกดล้างได้ที่ปุ่มนี้จ้าา 
- Phone ใช้สำหรับกดรับโทรศัพท์ เพราะเจ้า Stockwell มีไมค์ สามารถใช้เป็น Hand Free รับโทรศัพท์ได้เลย

 

และที่ด้านซ้าย จะเป็นช่องต่อ Aux in แบบ 3.5mm และปุ่มเลือกสัญญาณเข้าครับ ซึ่งจะมีไฟกำกับบอกว่าใช้ Input ไหนอยู่ 
ถ้าหากใช้งาน Bluetooth ไฟจะติดค้างที่ Bluetooth แต่ถ้าไฟดวงนี้กระพริบ แสดงว่ายังไม่มีการจับคู่กับมือถือ หรือเครื่องเล่นครับ

 

ลำโพง Marshall Stockwell มีกำลังขับรวมอยู่ที่ 27 วัตต์ RMS และใช้ไดร์เวอร์แบบ Active อยู่ 4 ตัวคือ ได้เวอร์เสียงกลางแหลม 
ขนาด 2,25" จำนวนสองตัว และไดร์เวอร์เสียงต่ำขนาด 2.25" อีกสองตัวครับ ซึ่งพลังเสียงนั้นดังเกินคาด ไม่คิดว่าลำโพงตัวแค่นี้ 
จะสร้างเสียงได้ดังขนาดนี้ แถมเสียงที่ออกมาก็ฟังสนุกใช้ได้เลยล่ะ

 

จากที่ผมลองเทสเสียงนั้น การตั้งลำโพงแนวเฉียง ให้เสียงที่กว้างกว่าแบบชัดเจน ซึ่งถ้าใครจะใช้งานลำโพงตัวนี้ 
ผมแนะนำให้วางแนวเฉียงเหมือนในรูปครับ ซึ่งเสียงจะฟังกว้าง มีมิติมากกว่า แต่ถ้าใครพื้นที่จะกัด ต้องวางแนวตั้ง 
ก็ไม่ผิดกติกาครับ สามารถใช้งานได้เหมือนกันจ้าาา

 

เสียงของ Stockwell นั้นเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ สไตล์ฟังสนุก เหมือนๆกับรุ่นพี่ของค่ายนี้เลยครับ ฟังแล้วจะรู้สึกคึกคัก 
เสียงดนตรีมีชีวิตชีวา เหมือนฟังเพลงแบบแสดงสด และสามารถฟังเพลงได้หลากแนว และที่เด่นเป็นพิเศษคือเสียงของ 
เครื่องดนตรี จะฟังชัดเจนเป็นพิเศษเลยครับ สมแล้วที่เป็นแบรนด์คู่ใจของนักดนตรีมาอย่างยาวนาน 

และจากที่ลองเทสเพลงหลายๆแนว จะเห็นข้อดีของปุ่มปรับทุ้มแหลมมากๆครับ เพราะเพลงบางแนวอย่าง EDM ที่ต้องการเบสเยอะ 
หรือเพลงร้องที่ต้องการความโปร่ง จนกระทั่งเพลงลูกทุ่งที่ต้องการความใส ฟังก์ชั่นนี้สามารถทำให้ Stockwell 
ตอบสนองได้ทุกการใช้งานเลยครับ ส่วนเรื่องความดังนั้นหายห่วง เพราะเสียงมันดังกว่าลำโพงขนาดเดียวกันในท้องตลาดมากครับ

 

 

สำหรับท่านที่กำลังมองหาลำโพง Bluetooth แบบพกพาไว้ใช้งานสักตัว ที่นอกจากจะได้เรื่องความสวยงาม Vintage แล้ว 
ยังให้เสียงที่ฟังสนุก รู้สึกมีอารมณร่วมไปกับเพลง ฟังแล้วอยากจะฟังต่อเรื่อยๆ แบตเตอรี่ทนทาน ฟังได้นานๆ สามารถพกพาไปฟังได้ทุกที่ 
รับรองว่าลำโพงจิ๋วแต่แจ๋วอย่าง Marshall Stockwell ในราคา 10,990 บาท จะตอบโจทก์ท่านได้อย่างดีเยี่ยมครับผม 
ยังไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ครับ ไปลองหาฟังกันดูก่อน แล้วจะรู้ว่าผมไม่ได้พูดเกินจริงเลยจ้าา ^^ 

รีวิวโดย : หมูหวาน Hi-Fi Lover 
ลำโพง Marshall Stockwell ราคา 10,990 บาท 
www.hifilover.com 
Email : contact@hifilover.com 
Line id : @HIFILOVER 
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCCz05VSC8b048lxY6Hnw-xQ